แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์
Saensak Muangsurin
“ซ้ายทลายโลก”
- ชื่อจริง
- บุญส่ง มั่นศรี
- วันเกิด
- 13 สิงหาคม 2493
- สัญชาติ
- ไทย
- จังหวัด / ประเทศ
- บ้านสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์, เพชรบูรณ์, ไทย
- ประเภทการแข่งขัน
- Boxing / Muay Thai
- สไตล์การชก
- มวยถนัดซ้ายสายมวยมัด หมัดซ้ายหนักจนได้ฉายา ซ้ายทลายโลก
ประวัติ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์
ชกอาชีพสามไฟต์ แล้วเป็นแชมป์โลก
แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ (Saensak Muangsurin) ชื่อจริง บุญส่ง มั่นศรี เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2493 ที่บ้านสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ สูง 170 เซนติเมตร ชกถนัดซ้าย และได้ฉายาว่า ซ้ายทลายโลก กับอีกชื่อว่า ซ้ายสีชมพู
เขาถือสถิติที่ยังไม่มีใครทำลายได้ตลอดห้าสิบปี นั่นคือการเป็นแชมป์โลกมวยสากลเร็วที่สุดนับจากวันเทิร์นโปร โดยใช้เวลาเพียง 241 วัน และใช้เพียงสามไฟต์
แสนแสบ กับ แสบทรวง ก่อนจะมาเป็น แสนศักดิ์
ก่อนเข้าวงการมวยสากล เขาเป็นนักมวยไทย เริ่มจากการชกในเพชรบูรณ์และจังหวัดใกล้เคียงโดยใช้ชื่อ แสนแสบ เพชรเจริญ และ แสบทรวง เพชรเจริญ ก่อนจะย้ายมาชกที่กรุงเทพฯ และเดินสายไปชกที่ประเทศญี่ปุ่นหลายครั้ง
เขาเป็นมวยมัดที่ดังมากในยุคนั้น และได้พบคู่ชกระดับหัวแถวของเวทีแทบทุกคน ทั้ง พุฒ ล้อเหล็ก วิชาญน้อย พรทวี ผุดผาดน้อย วรวุฒิ ขุนพล สาครพิทักษ์ วิสันต์ ไกรเกรียงยุทธ คงเดช ลูกบางปลาสร้อย และ ศิริมงคล ลักษ์ศิริพัฒน์
เข็มขัดลุมพินีที่จบในยกแรก
ปี 2514 เขาคว้าแชมป์เวทีลุมพินีรุ่นซูเปอร์ไลต์เวตด้วยการชนะน็อก สรศักดิ์ ส.ลูกบู่กะโล่ ในยกแรก ซึ่งเป็นรุ่นน้ำหนักที่ใหญ่พอจะทำให้เขาข้ามไปชกมวยสากลในรุ่นเดียวกันได้ภายหลัง
ปี 2516 เขาได้รับรางวัลนักมวยไทยยอดเยี่ยมถ้วยพระราชทาน และปีเดียวกันนั้นเขายังลงแข่งมวยสากลสมัครเล่นในกีฬาแหลมทองครั้งที่เจ็ดที่สิงคโปร์ ชนะด้วยการยุติการชกทุกไฟต์จนได้เหรียญทองรุ่นเวลเตอร์เวต
15 กรกฎาคม 2518 ไฟต์ที่สามในอาชีพ
เขาเทิร์นโปรมวยสากลเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2517 และชนะน็อกยกแรก ไฟต์ที่สองในเดือนกุมภาพันธ์ 2518 เขาชนะทีเคโอยกเจ็ด แล้วไฟต์ที่สามคือการชิงแชมป์โลก WBC รุ่นซูเปอร์ไลต์เวตกับ เปริโก เฟอร์นันเดซ
วันที่ 15 กรกฎาคม 2518 เขาชนะทีเคโอยกที่แปด และกลายเป็นแชมป์โลก โดยที่ยังชกมวยสากลอาชีพมาไม่ถึงหนึ่งปี
สถิติที่ โลมาเชนโก ทำได้เท่า แต่ยังช้ากว่าสิบเอ็ดวัน
ปี 2557 วาซิล โลมาเชนโก นักชกชาวยูเครน คว้าแชมป์โลกได้ในไฟต์อาชีพไฟต์ที่สามเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นการทำสถิติเท่ากันในแง่จำนวนไฟต์
แต่ถ้านับเป็นจำนวนวันนับจากวันเทิร์นโปร แสนศักดิ์ ยังเร็วกว่าอยู่สิบเอ็ดวัน ทำให้สถิติแชมป์โลกเร็วที่สุดยังเป็นของเขาจนถึงทุกวันนี้
เสียเข็มขัดเพราะถูกปรับแพ้ แล้วทวงคืนในสองยก
ในการป้องกันแชมป์ครั้งที่สอง เขาถูกปรับให้แพ้ฟาวล์ในยกที่ห้าให้ มิเกล เบลาสเกซ และเสียเข็มขัดไป ซึ่งเป็นการเสียตำแหน่งที่ไม่ได้มาจากการถูกน็อกหรือแพ้คะแนน
สี่เดือนต่อมา วันที่ 29 ตุลาคม 2519 เขากลับไปพบคู่ชกคนเดิมและน็อก เบลาสเกซ ในยกที่สอง ทวงเข็มขัดคืนมาได้ และเปิดรัชสมัยที่สองซึ่งยาวกว่าครั้งแรกมาก
เจ็ดครั้งที่ป้องกันไว้ได้ รวมถึงคืนที่น็อก กัตส์ อิชิมัตสึ
รัชสมัยที่สองเขาป้องกันแชมป์สำเร็จเจ็ดครั้ง รวมกับการป้องกันก่อนไฟต์ที่ถูกปรับแพ้เป็นแปดครั้ง ไฟต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการน็อก กัตส์ อิชิมัตสึ อดีตแชมป์โลก WBC รุ่นไลต์เวต ในยกที่หก
วันที่ 30 ธันวาคม 2521 ที่โรงยิมมุนฮวา กรุงโซล เขาถูก คิม ซัง-ฮยอน หยุดในยกที่สิบสาม และเสียเข็มขัดไปเป็นครั้งสุดท้าย
ยกที่สามกับ โทมัส เฮิร์นส์ และไฟต์สุดท้ายที่ร้อยเอ็ด
หลังเสียแชมป์ เขาแพ้สี่จากห้าไฟต์ถัดมา ไฟต์ที่คนจำได้มากที่สุดคือวันที่ 18 ตุลาคม 2522 ที่โอลิมเปีย สเตเดียม เมืองดีทรอยต์ ซึ่งเขาถูก โทมัส เฮิร์นส์ หยุดในยกที่สาม
ชัยชนะเดียวในช่วงนั้นคือการชนะทีเคโอ ไมค์ เดกุซมัน ยกที่ห้า ที่จังหวัดนครสวรรค์ในปี 2523 ส่วนไฟต์สุดท้ายคือวันที่ 5 เมษายน 2524 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชิงแชมป์ OPBF รุ่นเวลเตอร์เวตกับ ฮวาง ชุง-แจ ชาวเกาหลีใต้ และแพ้คะแนนครบสิบสองยก ไฟต์นั้นเขาเป็นผู้จัดเองและขาดทุน
ชีวิตหลังแขวนนวมที่ไม่เหมือนตอนอยู่บนเวที
ตอนรุ่งเรืองเขาเป็นคนดังระดับดาราหนัง ออกทัวร์ต่างจังหวัดขึ้นเวทีคู่กับนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง และแต่งงานกับนักแสดงหญิงยอดนิยมในยุคนั้นคือ ปริม ประภาพร (Prim Prapaporn) มีลูกชายหนึ่งคนที่ตั้งชื่อว่า เกรียงศักดิ์ ตามชื่อนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น
ร่างกายเขาเสียหายจากการชกมาตลอด จนตอนแขวนนวมตาข้างขวามองไม่เห็นแล้ว ภายหลังเขาหย่าและเงินเก็บราวสิบล้านบาทก็หมดลง ปี 2541 เขาให้สัมภาษณ์กับนิตยสารมวยว่าถูกคนในวงการเอาเปรียบหลายคน ส่วนประวัติของเขาเองก็ระบุว่าเขาใช้เงินเกินตัว
ปี 2526 เขาลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เพชรบูรณ์ในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่ไม่ได้รับเลือก เงินช่วยเหลือรายเดือนจาก WBC และหน่วยงานในประเทศไม่พอกับค่าใช้จ่าย และชีวิตช่วงท้ายของเขาก็ลำบาก
วันที่ 12 เมษายน 2552 เขาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลราชวิถีด้วยอาการตับวายและลำไส้อุดตัน การผ่าตัดไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น และเขาเสียชีวิตในห้องไอซียูเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2552 ขณะอายุ 58 ปี
ทำไมชื่อของเขาต้องอยู่ในฐานข้อมูลนี้
สถิติสามไฟต์แล้วเป็นแชมป์โลกฟังดูเหมือนเรื่องเล่า แต่มันเกิดขึ้นจริงและยังไม่มีใครทำได้เร็วกว่า นักมวยไทยที่ข้ามไปชกมวยสากลในรุ่นใหญ่ขนาด 140 ปอนด์แล้วคว้าเข็มขัดโลกได้ก็มีไม่มาก เพราะคนไทยส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในรุ่นเล็ก
เส้นทางของเขาบอกสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือพื้นฐานมวยไทยระดับแชมป์ลุมพินีสามารถแปลงเป็นแชมป์โลกมวยสากลได้จริง เรื่องที่สองคือชื่อเสียงบนเวทีไม่ได้รับประกันอะไรเลยหลังจากนั้น
เส้นทางการชก
- 13 ส.ค. 2493
เกิดที่บ้านสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์
- ปี 2514
ชนะน็อกยกแรก สรศักดิ์ ส.ลูกบู่กะโล่ คว้าแชมป์ลุมพินีรุ่นซูเปอร์ไลต์เวต
- ปี 2516
นักมวยไทยยอดเยี่ยมถ้วยพระราชทาน และเหรียญทองกีฬาแหลมทองที่สิงคโปร์
- 16 พ.ย. 2517
เทิร์นโปรมวยสากล ชนะน็อกยกแรก
- 15 ก.ค. 2518
ชนะทีเคโอยกแปด เปริโก เฟอร์นันเดซ เป็นแชมป์โลก WBC ในไฟต์ที่สาม
- ปี 2519
ถูกปรับแพ้ฟาวล์ยกห้าให้ มิเกล เบลาสเกซ เสียเข็มขัด
- 29 ต.ค. 2519
น็อก เบลาสเกซ ยกที่สอง ทวงเข็มขัดคืน
- 30 ธ.ค. 2521
แพ้ทีเคโอยกสิบสามให้ คิม ซัง-ฮยอน ที่กรุงโซล เสียแชมป์โลก
- 18 ต.ค. 2522
แพ้ทีเคโอยกสามให้ โทมัส เฮิร์นส์ ที่ดีทรอยต์
- 5 เม.ย. 2524
ไฟต์สุดท้าย แพ้คะแนน ฮวาง ชุง-แจ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
- ปี 2526
ลงสมัคร ส.ส. เพชรบูรณ์ ในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่ไม่ได้รับเลือก
- 16 เม.ย. 2552
เสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชวิถี ขณะอายุ 58 ปี
สถิติ
ขอบเขตข้อมูล: มวยสากลอาชีพ · ตรวจสอบล่าสุด 6 ตุลาคม 2569
ไฟต์ล่าสุด
ยังไม่มีผลการแข่งขันที่ตรวจสอบแล้วในฐานข้อมูล MuaySpot
ไฟต์ต่อไป
ยังไม่มีกำหนดการแข่งขันจากแหล่งทางการ
ข่าวล่าสุด
ยังไม่มีข่าวที่ผ่านการตรวจสอบและเชื่อมกับนักมวยคนนี้