เสกสรร อ.ขวัญเมือง
Seksan Or Kwanmuang
“The Man Who Yields To No One”
- สัญชาติ
- ไทย
- จังหวัด / ประเทศ
- นครศรีธรรมราช, ไทย
- ประเภทการแข่งขัน
- Muay Thai
- องค์กรที่เกี่ยวข้อง
- ONE Championship
- สไตล์การชก
- มวยบู๊ที่เดินหน้าใส่ตลอดและไม่ถอยให้ใคร ใช้ศอกและแรงกดดันเป็นอาวุธหลัก
ประวัติ เสกสรร อ.ขวัญเมือง
เด็กที่ถูกรังแกตอนเก้าขวบ
เสกสรร อ.ขวัญเมือง (Seksan Or Kwanmuang) อายุ 37 ปี สูง 170 เซนติเมตร เป็นนักมวยไทยจากจังหวัดนครศรีธรรมราช และเป็นหนึ่งในชื่อที่คนดูเวทีมาตรฐานจำได้แม่นที่สุดของยุคนี้
จุดเริ่มต้นของเขาไม่ได้มาจากความฝัน แต่มาจากการถูกรังแกตอนอายุเก้าขวบ จนพ่อซึ่งเป็นอดีตนักมวยต้องพาไปฝึกเพื่อให้มีความมั่นใจ
เขาขึ้นชกครั้งแรกตอนสิบขวบ แล้วชื่อก็ดังไปทั่วนครศรีธรรมราช ก่อนจะตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ ตอนอายุสิบห้าเพื่อเอาจริงกับการเป็นนักมวยอาชีพ
แชมป์สี่สมัยกับรางวัลนักมวยยอดเยี่ยม
ในยุคเวทีมาตรฐานเขากวาดเข็มขัดมาครบแทบทุกเวทีที่นักมวยไทยคนหนึ่งจะได้ ทั้งแชมป์เวทีราชดำเนิน แชมป์ WBC มวยไทย แชมป์เวทีอ้อมน้อย และแชมป์ศึกมวยไทย 7 สี โดย ONE ระบุว่าเขาเป็นแชมป์โลกมวยไทยสี่สมัย
ปี 2558 เขาได้รางวัลนักมวยยอดเยี่ยมแห่งปี ซึ่งเป็นรางวัลที่วัดกันทั้งวงการ ไม่ใช่เฉพาะในเวทีใดเวทีหนึ่ง
คู่ชกที่เขาเคยผ่านมาในยุคนั้นคือชื่อที่คนไทยรู้จักทั้งประเทศ ทั้ง รถถัง จิตรเมืองนนท์ สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง และ ซุปเปอร์เล็ก ซุปเปอร์เล็กมวยไทย
ปี 2566 หกไฟต์รวดที่เปลี่ยนชีวิต
เขาเปิดตัวในสังกัด ONE ที่ศึก ONE ลุมพินี 1 เมื่อเดือนมกราคม 2566 ซึ่งเป็นศึกแรกของแพลตฟอร์มรายสัปดาห์นี้ คู่ชกคือ ไทสัน แฮร์ริสัน ดาวรุ่งออสเตรเลียที่สูงกว่าเขาสิบสี่เซนติเมตร
ทั้งคู่เปิดหน้าแลกกันครบสามยกโดยไม่มีใครถอย และเขาชนะคะแนนเอกฉันท์ กลายเป็นไฟต์ที่ตั้งโทนให้ทั้งปีของเขาและของเวทีนี้
หลังจากนั้นเขาชนะต่อเนื่องจนครบหกไฟต์ในปีเดียว รวมถึงการชนะ ซิลวิว วิเตซ จากโรมาเนีย และการเปิดหน้าแลกกับ นาธาน เบนดอน จากสหราชอาณาจักรที่เขากินหมัดเข้าลำตัวทั้งยกแรกก่อนจะกลับมาเอาชนะในสองยกหลัง
แพทย์สนามสั่งหยุดให้แชมป์โลก WBC
ไฟต์ที่ชัดที่สุดในปีนั้นคือการพบ ฌอน แคลนซี แชมป์โลก WBC มวยไทยชาวไอริช ในศึก ONE ลุมพินี 14 เมื่อเดือนเมษายน 2566
เขาเปิดแผลคู่ต่อสู้ด้วยศอกตั้งแต่ช่วงต้น แล้วเร่งบุกไม่หยุดจนแพทย์สนามต้องสั่งยุติการชกในช่วงท้ายยกสอง ซึ่งเป็นผลงานที่ ONE ยกให้เป็นหนึ่งในไฟต์ที่ดีที่สุดในอาชีพของเขา
ปีนั้นเขาได้เงินโบนัสแทบทุกไฟต์ และจบลงด้วยการคว้าสัญญานักกีฬามูลค่าหลักล้านบาท
ขาลงที่ยาวกว่าที่ใครคาด
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือด้านที่โปรไฟล์ทางการมักไม่พูดถึง หลังชนะคะแนน ซอ ลิน อู ที่ศึก ONE 170 เมื่อเดือนมกราคม 2568 เขาแพ้รวดห้าไฟต์ติดต่อกัน
เริ่มจากแพ้ทีเคโอ เอซา เทน พาว ในยกสาม ตามด้วยแพ้คะแนน เมืองไทย พีเค.แสนชัย และ เสือแบล็ค ท.พราน49 แล้วแพ้ทีเคโอ ปกรณ์ พีเค.เสี่ยเล่เต็นท์มังกร ภายใน 59 วินาทีของยกแรก
สามในห้าไฟต์นั้นจบก่อนครบยก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดกับเขาในช่วงที่ฟอร์มดี และเป็นสัญญาณที่คนดูมวยอ่านออกกันหมด
11 กันยายน 2569 ไฟต์อำลาที่เขาเลือกคู่ชกเอง
เขาเลือกจบอาชีพด้วยการกลับไปเจอ เมืองไทย พีเค.แสนชัย เป็นครั้งที่หก ในคู่รองศึก ONE ลุมพินี 170 ที่สนามมวยเวทีลุมพินี เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569
เมืองไทย ให้สัมภาษณ์หลังไฟต์ว่าตัวเองแปลกใจที่ถูกเลือก เพราะเคยบอกไว้ว่าไม่อยากเจอกันอีกแล้วหลังชกกันมาหลายครั้ง แต่เขารับเพราะถือเป็นเกียรติที่ เสกสรร เลือกเขาให้เป็นคู่ชกไฟต์สุดท้าย
ยกแรก เสกสรร โดนหมัดฮุกซ้ายล้มลงไปเป็นครั้งแรกของไฟต์ แต่ลุกขึ้นมาชกต่อ ยกสองกลายเป็นการแลกกันแบบที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่สองคนนี้เจอกัน ก่อนที่ศอกจังหวะหนึ่งในยกสามจะส่งเขาลงไปอีกครั้งจนกรรมการยุติการชก
เขาเดินหน้าใส่จนวินาทีสุดท้ายแม้จะล้มไปสองครั้ง ซึ่งเป็นภาพที่ตรงกับฉายาของเขาที่แปลว่าคนที่ไม่ยอมใคร

พี่น้องจากนครศรีธรรมราช
ชื่อของเขายังผูกกับอีกคนในฐานข้อมูลนี้ คือ ขุนพลน้อย ส.สมหมาย น้องชายที่ชกอยู่ในรุ่นฟลายเวตของรายการเดียวกัน
ขุนพลน้อย เคยให้สัมภาษณ์ว่าเป้าหมายของตัวเองคือการเดินตามรอยพ่อและพี่เสกสรร ซึ่งแปลว่าบ้านหลังนี้ส่งนักมวยขึ้นเวทีใหญ่มาแล้วสามรุ่น ตั้งแต่พ่อที่เป็นอดีตนักมวย มาถึงพี่ แล้วถึงน้อง

สิ่งที่เขาทิ้งไว้
สถิติในสังกัดของเขาปิดที่ชนะ 10 แพ้ 6 จาก 16 ไฟต์ ปิดเกมได้ 3 ครั้ง คิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ได้สวยที่สุดในรุ่น แต่ไม่ใช่สิ่งที่คนจำเขาจากมัน
สิ่งที่คนจำคือปี 2566 ที่เขาชนะรวดหกไฟต์ในวัยสามสิบสี่ และเปลี่ยนตัวเองจากนักมวยเวทีมาตรฐานที่ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว ให้กลายเป็นนักกีฬาที่คนทั้งโลกรู้จักภายในปีเดียว
และสิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้เวทีนี้คือมาตรฐานของคำว่าไฟต์สนุก เพราะไฟต์ที่เขาอยู่ในนั้นแทบไม่เคยมีคืนไหนที่คนดูนั่งนิ่ง ไม่ว่าเขาจะเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้ก็ตาม
เส้นทางการชก
- อายุ 9 ขวบ
ถูกรังแกจนพ่อซึ่งเป็นอดีตนักมวยพาไปฝึกมวย
- อายุ 15 ปี
เข้ากรุงเทพฯ เพื่อเป็นนักมวยอาชีพเต็มตัว
- ปี 2558
ได้รางวัลนักมวยยอดเยี่ยมแห่งปี
- ม.ค. 2566
เปิดตัวในศึก ONE ลุมพินี 1 ชนะคะแนน ไทสัน แฮร์ริสัน
- เม.ย. 2566
ชนะ ฌอน แคลนซี แชมป์โลก WBC มวยไทย จากการที่แพทย์สั่งยุติการชก
- ปี 2566
ชนะรวดหกไฟต์ตลอดปี และคว้าสัญญานักกีฬา ONE หลักล้าน
- ม.ค. 2568
ชนะคะแนน ซอ ลิน อู ที่ศึก ONE 170 ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งสุดท้าย
- 11 ก.ย. 2569
แพ้ทีเคโอ เมืองไทย พีเค.แสนชัย ยกสาม ในไฟต์อำลาที่เขาเลือกคู่ชกเอง
สถิติ
ขอบเขตข้อมูล: ONE Championship · ตรวจสอบล่าสุด 6 ตุลาคม 2569
ไฟต์ล่าสุด
ยังไม่มีผลการแข่งขันที่ตรวจสอบแล้วในฐานข้อมูล MuaySpot
ไฟต์ต่อไป
ยังไม่มีกำหนดการแข่งขันจากแหล่งทางการ
ข่าวล่าสุด
ยังไม่มีข่าวที่ผ่านการตรวจสอบและเชื่อมกับนักมวยคนนี้
