ไทยBoxingMuay Thaiฟลายเวต (51 กก.)

สมจิตร จงจอหอ

Somjit Jongjohor

“น้อย”

วันเกิด
19 มกราคม 2518
สัญชาติ
ไทย
จังหวัด / ประเทศ
จอหอ, เมืองนครราชสีมา, นครราชสีมา, ไทย
ประเภทการแข่งขัน
Boxing / Muay Thai
สไตล์การชก
มวยสากลสมัครเล่นรุ่นเล็ก เน้นความเร็วและการเก็บแต้มทีละหมัด
PROFILE

ประวัติ สมจิตร จงจอหอ

เด็กตำบลจอหอ ที่นามสกุลมาจากบ้านเกิด

สมจิตร จงจอหอ (Somjit Jongjohor) ชื่อเล่นว่า น้อย เกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2518 ที่ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมา เป็นลูกของนายเช้ากับนางฝ้าย จงจอหอ ก่อนครอบครัวจะย้ายไปตั้งหลักที่อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ และตัวเขาย้ายกลับมาอยู่โคราชในภายหลัง นามสกุลที่คนไทยจำได้ทั้งประเทศจึงมาจากชื่อตำบลบ้านเกิดของเขาเอง

ก่อนจะเป็นนักมวยสากลสมัครเล่น เขาเริ่มจากมวยไทยในชื่อ ศิลาชัย ว.ปรีชา และขึ้นชกตามเวทีมาตรฐานทั้งราชดำเนินและลุมพินีในช่วงต้นทศวรรษ 2530 ก่อนจะเปลี่ยนสายมาชกมวยสากลสมัครเล่นในสังกัดกองทัพบก และเรียนจบจากสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสุโขทัย

สิบปีในทีมชาติ กับเหรียญที่เก็บได้เกือบทุกสนาม

เส้นทางทีมชาติของ สมจิตร จงจอหอ เริ่มเห็นผลตั้งแต่เหรียญทองกรีนฮิลคัพที่ปากีสถานในปี 2541 ตามด้วยเหรียญทองซีเกมส์ที่บรูไนปี 2542 และที่มาเลเซียปี 2544 จากนั้นปี 2545 คือปีที่ดีที่สุดปีหนึ่งของเขา เพราะได้ทั้งเหรียญทองชิงแชมป์เอเชียที่เซเรมบัน และเหรียญทองเอเชียนเกมส์ที่ปูซาน

ปี 2546 เขาคว้าเหรียญทองมวยสากลสมัครเล่นชิงแชมป์โลกที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรายการระดับโลกรายการแรกที่เขาขึ้นถึงอันดับหนึ่ง และปี 2550 ยังเก็บเพิ่มอีกสามรายการ ทั้งเหรียญเงินชิงแชมป์โลกที่ชิคาโก เหรียญทองมวยทหารโลกที่แอฟริกาใต้ และเหรียญทองซีเกมส์ที่บ้านเกิดตัวเองในโคราช

สองครั้งที่คิดจะแขวนนวม

แต่เส้นทางของเขาไม่ได้ตรงอย่างที่ตัวเลขเหรียญบอก โอลิมปิกเอเธนส์ 2004 เขาชนะ คิม กี-ซุก จากเกาหลีใต้ 22-12 ในไฟต์แรก แล้วแพ้ ยูริออคิส แกมบัว จากคิวบา 21-26 ตกรอบทั้งที่ถูกคาดหมายว่าจะได้เหรียญ และเอเชียนเกมส์ 2549 ที่โดฮาก็จบแค่เหรียญเงิน

ช่วงนั้นเจ้าตัวท้อถึงขั้นคิดจะเลิกชกถึงสองครั้ง ก่อนจะกลับมาตั้งต้นใหม่อีกรอบในวัยสามสิบกว่า ซึ่งเป็นอายุที่นักมวยสากลสมัครเล่นส่วนใหญ่เลิกไปแล้ว

ปักกิ่ง 2008 คืนที่ทุกอย่างคุ้มกันหมด

โอลิมปิกปักกิ่ง 2008 รุ่นฟลายเวต 51 กิโลกรัม สมจิตร จงจอหอ ชนะรวดห้าไฟต์ เริ่มจาก เอ็ดดี วาเลนซูเอลา 6-1, ซาเมียร์ แมมมาดอฟ 10-2, อันวาร์ ยูนูซอฟ 8-1 และ วินเซนโซ พิคาดี 7-1 ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเอาชนะ อันดริส ลาฟฟิตา จากคิวบา 8-2 ในรอบชิงชนะเลิศ

รายละเอียดที่ทำให้ไฟต์ชิงเหรียญทองมีน้ำหนักกว่านั้นคือ ลาฟฟิตา คือคนที่เคยเอาชนะเขามาแล้วในศึกชิงแชมป์โลกปี 2548 การแก้มือสำเร็จในเวทีที่ใหญ่ที่สุดจึงเป็นคำตอบของช่วงที่เขาเกือบเลิก และหลังจบการแข่งขัน เขาได้รับเกียรติให้เป็นผู้เชิญธงชาติไทยนำทัพนักกีฬาไทยในพิธีปิด

กราฟิกของ MuaySpot สรุปเส้นทางเหรียญทองโอลิมปิกปักกิ่ง 2008 ของ สมจิตร จงจอหอ
ห้าไฟต์รวดในปักกิ่ง ปิดท้ายด้วยการแก้มือกับคนที่เคยเอาชนะเขาในศึกชิงแชมป์โลกปี 2548ภาพ: MuaySpot (กราฟิกต้นฉบับ ไม่ใช่ภาพถ่าย)

เหรียญนั้นทำให้เขาเป็นนักมวยสากลสมัครเล่นชาวไทยคนที่สี่ที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก ต่อจาก สมรักษ์ คำสิงห์ ที่แอตแลนตา 1996, วิจารณ์ พลฤทธิ์ ที่ซิดนีย์ 2000 และ มนัส บุญจำนงค์ ที่เอเธนส์ 2004 และเป็นเหรียญทองมวยสากลเหรียญล่าสุดของไทยจนถึงทุกวันนี้

พันโท ครูมวย และเจ้าของค่ายที่โคราช

หลังโอลิมปิก สมจิตร รับราชการทหารต่อจนได้ยศพันโท ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และมีงานในวงการบันเทิงเป็นระยะ ทั้งพิธีกรรายการ เช้านี้...ที่หมอชิต ทางช่อง 7 และงานแสดง

ปี 2558 เขาเปิดค่ายมวยของตัวเองในชื่อ สมจิตรยิม ที่จังหวัดนครราชสีมา สอนมวยไทยให้เยาวชนและคนทั่วไป โดยมีนักมวยในสังกัดอย่าง ปวริศ สมจิตรยิม เป็นผลผลิตจากค่ายนี้

ครอบครัว

สมจิตร สมรสกับ ศศิธร (อุ๋ม) เนาว์ประเสริฐ มีลูกด้วยกันสองคน คือ อภิภู จงจอหอ ชื่อเล่น กำปั้น และ พิชามญธุ์ จงจอหอ ชื่อเล่น จันทร์เจ้า ซึ่งเป็นคำตอบของคำถามที่คนค้นหามากที่สุดคำถามหนึ่งเกี่ยวกับตัวเขา

หอเกียรติยศราชดำเนิน และเสียงของเขาในวันนี้

เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ชื่อของเขาถูกจารึกในหอเกียรติยศเวทีราชดำเนินในโอกาสครบรอบ 80 ปี ร่วมกับ ผุดผาดน้อย วรวุฒิ, เขาทราย แกแล็คซี่, ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน์, สมรักษ์ คำสิงห์, แสนชัย แสนชัยมวยไทยยิม และ บัวขาว บัญชาเมฆ โดยเวทีให้คำนิยามเขาไว้ว่าเป็นตำนานเหรียญทองโอลิมปิกผู้ไม่ยอมแพ้ ซึ่งตรงกับช่วงที่เขาเกือบเลิกชกไปแล้วสองครั้ง

กราฟิกของ MuaySpot ระบุว่า สมจิตร จงจอหอ ขึ้นหอเกียรติยศเวทีราชดำเนินในโอกาสครบรอบ 80 ปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569
เวทีราชดำเนินให้คำนิยามเขาว่า ตำนานเหรียญทองโอลิมปิกผู้ไม่ยอมแพ้ภาพ: MuaySpot (กราฟิกต้นฉบับ ไม่ใช่ภาพถ่าย)

เหตุผลที่เวทีมวยไทยยกย่องนักมวยสากลคนหนึ่งอยู่ที่จุดเริ่มต้นของเขา เพราะก่อนจะไปคว้าเหรียญให้ทีมชาติ ศิลาชัย ว.ปรีชา คือนักมวยไทยที่ขึ้นเวทีราชดำเนินและลุมพินีมาตลอดช่วงปี 2535 ถึง 2539 เส้นทางแบบนี้เป็นเรื่องปกติของนักมวยสากลสมัครเล่นไทยรุ่นนั้น ที่เริ่มจากค่าจ้างต่อไฟต์บนเวทีมวยไทยก่อนจะเปลี่ยนไปใส่เสื้อกล้ามทีมชาติ

ทุกวันนี้ Somjit Jongjohor ยังพูดถึงวงการมวยสากลไทยอยู่เสมอ เดือนกันยายน 2569 ก่อนเอเชียนเกมส์ที่ญี่ปุ่น เขาให้ความเห็นถึงสิ่งที่นักชกไทยต้องเจอว่า 'ยากสุดคือกรรมการ เพราะเราไม่มีกรรมการไทยไปตัดสิน เป็นตัวแปร' พร้อมฝากถึงนักกีฬารุ่นใหม่ว่าอย่ากดดันตัวเอง เพราะซ้อมมาเต็มที่แล้ว

CAREER

เส้นทางการชก

  1. 19 ม.ค. 2518

    เกิดที่ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมา

  2. ต้นทศวรรษ 2530

    ชกมวยไทยในชื่อ ศิลาชัย ว.ปรีชา ที่ราชดำเนินและลุมพินี

  3. ปี 2541

    เหรียญทองกรีนฮิลคัพ ที่ประเทศปากีสถาน

  4. ปี 2542 และ 2544

    เหรียญทองซีเกมส์ ที่บรูไนและมาเลเซีย

  5. ปี 2545

    เหรียญทองชิงแชมป์เอเชียที่เซเรมบัน และเหรียญทองเอเชียนเกมส์ที่ปูซาน

  6. ปี 2546

    เหรียญทองมวยสากลสมัครเล่นชิงแชมป์โลก ที่กรุงเทพฯ

  7. ปี 2547

    โอลิมปิกเอเธนส์ ชนะไฟต์แรกก่อนแพ้ ยูริออคิส แกมบัว ตกรอบ

  8. ปี 2550

    เหรียญเงินชิงแชมป์โลกที่ชิคาโก เหรียญทองมวยทหารโลก และเหรียญทองซีเกมส์ที่โคราช

  9. ส.ค. 2551

    เหรียญทองโอลิมปิกปักกิ่ง รุ่น 51 กก. และเชิญธงชาติไทยในพิธีปิด

  10. ปี 2558

    เปิดค่ายสมจิตรยิม ที่จังหวัดนครราชสีมา

  11. ก.พ. 2569

    ขึ้นหอเกียรติยศเวทีราชดำเนิน ร่วมกับตำนานอีกหกคน

FIGHTS

ไฟต์ล่าสุด

ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ยังไม่มีผลการแข่งขันที่ตรวจสอบแล้วในฐานข้อมูล MuaySpot

NEXT

ไฟต์ต่อไป

ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ยังไม่มีกำหนดการแข่งขันจากแหล่งทางการ

NEWS

ข่าวล่าสุด

ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ยังไม่มีข่าวที่ผ่านการตรวจสอบและเชื่อมกับนักมวยคนนี้